News

ISAN  E-book เรื่อง โคกล่ามบ้านเฮา   ผู้สนใจสามารถชมในรูปแบบ e-book : โคกล่ามบ้านเฮา สรุปประเด็นสำคัญจากคู่มือชุมชน “โคกล่ามบ้านเฮา : เรื่องราวยิ่งใหญ่ จากชุมชนเล็ก ๆ” ได้ดังนี้ ข้อมูลทั่วไปและการเดินทาง บริบทชุมชน: ชุมชนบ้านโคกล่าม ตั้งอยู่ที่ตำบลหนองบัว อำเภอพยัคฆภูมิพิสัย จังหวัดมหาสารคาม เป็นชุมชนขนาดเล็กพื้นที่ชายขอบติดเขตจังหวัดบุรีรัมย์ แบ่งการปกครองเป็น 2 หมู่บ้าน (หมู่ที่ 10 และ 12) มีประชากร 447 คน รวม 88 ครัวเรือน ชื่อ “โคกล่าม”: หมายถึง ป่าโคกที่มีลักษณะราบต่ำและทอดตัวยาว การเดินทาง: สามารถเดินทางมาได้ 3 เส้นทางหลัก ทั้งจากอำเภอพยัคฆภูมิพิสัย 
Read more
ISAN  E-book เรื่อง เมืองโบราณกันทรวิชัย  ผู้สนใจสามารถชมในรูปแบบ e-book : เมืองโบราณกันทรวิชัย    ประเด็นสำคัญจากหนังสือ “เมืองโบราณกันทรวิชัย” (จัดทำโดย พระวัชรสารธรรมุนี และคณะ) ซึ่งรวบรวมประวัติศาสตร์ วัฒนธรรม และพัฒนาการของเมืองโบราณกันทรวิชัย จังหวัดมหาสารคาม ออกเป็นประเด็นหลักๆ ดังนี้ ลำดับพัฒนาการทางประวัติศาสตร์ (6 ช่วงเวลา) เมืองโบราณกันทรวิชัยมีประวัติศาสตร์การตั้งถิ่นฐานอย่างยาวนานกว่าพันปี โดยแบ่งออกเป็น 6 ช่วงสำคัญ ได้แก่ ช่วงที่ 1 สมัยก่อนประวัติศาสตร์ตอนปลาย: ปรากฏร่องรอยผังเมืองโบราณทรงวงรีรูปไข่ซ้อนกัน 2 ชั้น มีแนวคูน้ำคันดินล้อมรอบ (ประมาณ 2,500–1,000 ปีมาแล้ว) และพบหลักฐานโบราณวัตถุ เช่น หินดุ ดินเผา และเบ้าหลอมโลหะ ช่วงที่ 2 
Read more
ISAN  E-book เรื่อง ๒๐ เมนูอาหารพื้นบ้านอีสาน ชุดที่ ๑  ผู้สนใจสามารถชมในรูปแบบ e-book : ๒๐ เมนูอาหารพื้นบ้านอีสาน ชุดที่ ๑    หนังสือ “๒๐ เมนูอาหารพื้นบ้านอีสาน ชุดที่ ๑” (เรียบเรียงโดย นายกีรติวจน์ ธนภัทรธุวานันท์ สถาบันวิจัยศิลปะและวัฒนธรรมอีสาน มหาวิทยาลัยมหาสารคาม) สามารถสรุปประเด็นสำคัญออกเป็น 4 ส่วนหลัก ดังนี้ บริบททางสังคมและวัฒนธรรมอีสาน พัฒนาการทางประวัติศาสตร์: ตั้งแต่ยุคก่อนประวัติศาสตร์ (เริ่มตั้งหลักแหล่งเมื่อประมาณ 9,000 ปีมาแล้ว) จนถึงการเข้าสู่สังคมเกษตรกรรม รู้จักทำนาดำ ใช้โลหะถลุงเหล็ก และทำภาชนะดินเผา ต่อมาในยุคประวัติศาสตร์มีการรวมตัวเป็นนครรัฐผ่านความสัมพันธ์เชิงเครือญาติ พันธมิตร และการค้า (เกลือและเหล็ก) จารีตประเพณี (ฮีตสิบสอง 
Read more
ISAN  E-book เรื่อง โบราณคดีในพื้นที่ทุ่งกุลาร้องไห้  ผู้สนใจสามารถชมในรูปแบบ e-book :  โบราณคดีในพื้นที่ทุ่งกุลาร้องไห้    หนังสือ “โบราณคดีในพื้นที่ทุ่งกุลาร้องไห้”  จัดพิมพ์โดยสำนักศิลปากรที่ 11 อุบลราชธานี กรมศิลปากร (ปีที่พิมพ์ 2553)  เป็นรายงานทางวิชาการที่ประมวลผลจากการสำรวจและการขุดค้นทางโบราณคดีในเขตทุ่งกุลาร้องไห้ ซึ่งครอบคลุมพื้นที่ 5 จังหวัด ได้แก่ ร้อยเอ็ด มหาสารคาม สุรินทร์ ศรีสะเกษ และยโสธร    โดยมีประเด็นสำคัญที่สามารถสรุปได้ดังนี้: วัตถุประสงค์และภาพลักษณ์ใหม่ของทุ่งกุลาร้องไห้ การเปลี่ยนมุมมอง: เดิมทุ่งกุลาร้องไห้มักถูกจดจำในฐานะผืนดินที่แห้งแล้งและยากลำบากต่อการดำรงชีวิต แต่ในแง่มุมทางโบราณคดี พื้นที่แห่งนี้กลับเคยเป็นศูนย์กลางชุมชนที่มีความอุดมสมบูรณ์ มีผู้คนอยู่อาศัยมาอย่างหนาแน่นและยาวนานตั้งแต่สมัยก่อนประวัติศาสตร์ เป้าหมายการวิจัย: หนังสือเล่มนี้สรุปผลจากโครงการวิจัย “การศึกษาประเพณีการฝังศพในสมัยก่อนประวัติศาสตร์ตอนปลายของวัฒนธรรมทุ่งกุลาร้องไห้” (ช่วงปี พ.ศ. 2544–2546) และการขุดค้นเพิ่มเติมในปี 2551–2552 เพื่ออธิบายวิถีชีวิต ระบบความเชื่อ 
Read more
การสร้างสุขภาพด้วยภูมิปัญญาอีสาน    ผู้สนใจสามารถชมในรูปแบบ e-book :  การสร้างสุขภาพด้วยภูมิปัญญาอีสาน    หนังสือ “การสร้างสุขภาพด้วยภูมิปัญญาอีสาน”  จัดทำโดยชมรมภูมิปัญญาอีสานจังหวัดมหาสารคาม (ปีที่พิมพ์ 2550)  เป็นผลผลิตจาก “โครงการสืบทอดภูมิปัญญาอีสานในการส่งเสริมสุขภาพของคนไทย”  โดยได้ทำการศึกษา รวบรวม และทดลองปฏิบัติจริงในหมู่บ้านนำร่อง  (บ้านเชียงเหียน ตำบลเขวา อำเภอเมือง จังหวัดมหาสารคาม) ประเด็นสำคัญของหนังสือเล่มนี้สามาiถสรุปแบ่งออกเป็น 4 ด้านหลัก (หัวใจของการส่งเสริมสุขภาพกายและใจตามวิถีอีสาน) ดังนี้: ภูมิปัญญาเกี่ยวกับอาหารอีสานพื้นบ้าน ปรัชญาการกินของคนอีสาน: คนอีสานมีหลักยึดในการกินคือ “กินข้าวเป็นหลัก กินผักเป็นยา กินปลาเป็นอาหาร และเฮ็ดเวียกเฮ็ดงาน ตางเซาอีแลง” (ทำงานประจำวันเป็นการออกกำลังกาย) กินข้าวเป็นหลัก: นิยมรับประทาน “ข้าวเหนียว” ซึ่งให้พลังงานสูง เอื้อต่อการทำงานหนักในไร่นา และทำให้เกิดความอดทน กินผักเป็นยา: อาหารอีสานแทบทุกมื้อจะมีผักพื้นบ้านเป็นส่วนประกอบ ซึ่งผักพื้นบ้านเหล่านี้มีสรรพคุณทางยาสมุนไพรในตัวสูง เช่น 
Read more
กัณฑ์พระเวสสันดร  กัณฑ์ที่ 4 กัณฑ์วนประเวศน์ กัณฑ์วนปเวสน์ : การเดินทางเข้าไปในป่าของพระเวสสันดรและครอบครัว สื่อถึงความอดทนและความมุ่งมั่น ฮูปแต้ม (จิตรกรรมฝาผนังอีสาน) ฮูปแต้มในสิมอีสานถ่ายทอดเรื่อง พระเวสสันดรชาดก ซึ่งเป็นหัวใจของงานบุญผะเหวด กัณฑ์พระเวสสันดร กัณฑ์ที่ 4 : กัณฑ์วนประเวศน์ กัณฑ์วนประเวศน์ เป็นกัณฑ์ที่กล่าวถึงการเสด็จเข้าสู่ป่าหิมพานต์ของพระเวสสันดร พร้อมด้วยพระนางมัทรี พระชาลี และพระกัณหา ภายหลังจากทรงถูกเนรเทศออกจากพระนคร เนื้อหาในกัณฑ์นี้สะท้อนถึงความอดทน ความเสียสละ ความมุ่งมั่น และความเข้มแข็งในการดำเนินชีวิต แม้ต้องเผชิญความยากลำบากก็ยังทรงยึดมั่นในอุดมการณ์แห่งการบำเพ็ญบารมี กัณฑ์วนประเวศน์มี 57 พระคาถา กล่าวถึงเหตุการณ์ที่พระเวสสันดรพร้อมครอบครัวเสด็จออกจากเมือง ผ่านแคว้นเจตราษฎร์ มุ่งหน้าสู่เขาวงกตในป่าหิมพานต์ เมื่อเสด็จถึงแล้วได้ประทับอาศัยอยู่ในอาศรมที่พระอินทร์ทรงเนรมิตไว้ เพื่อเป็นสถานที่บำเพ็ญเพียรและสั่งสมพระบารมีให้สมบูรณ์ยิ่งขึ้น อานิสงส์ของการบูชากัณฑ์วนประเวศน์ ความเชื่อในพระพุทธศาสนาระบุว่า ผู้ที่บูชาหรือฟังเทศน์กัณฑ์วนประเวศน์ด้วยจิตศรัทธา จะได้รับอานิสงส์ คือ มีความสุขทั้งในโลกนี้และโลกหน้า มีปัญญาเฉลียวฉลาด เปี่ยมด้วยความสามารถในการบริหารบ้านเมือง 
Read more
                                                  ผ้าไหมลายหมี่คั่นขอนารี อัตลักษณ์ผืนผ้าแห่งชัยภูมิ เปิดตำนาน “ผ้าไหมลายหมี่คั่นขอนารี” อัตลักษณ์แห่งชัยภูมิ สืบสานภูมิปัญญาสู่ผืนผ้าแห่งความภาคภูมิใจ ในบรรดามรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรมของไทย “ผ้าไหม” นับเป็นงานหัตถศิลป์อันทรงคุณค่าที่สะท้อนวิถีชีวิต ความเชื่อ และความงดงามของแต่ละท้องถิ่นได้อย่างโดดเด่น หนึ่งในผ้าไหมที่ได้รับการยกย่องให้เป็นอัตลักษณ์สำคัญของจังหวัดชัยภูมิ คือ “ผ้าไหมลายหมี่คั่นขอนารี” ลวดลายอันวิจิตรที่เกิดจากภูมิปัญญาการทอผ้าของบรรพชน และได้รับการสืบทอดต่อเนื่องจากรุ่นสู่รุ่นจนกลายเป็นมรดกทางวัฒนธรรมอันล้ำค่าของชาวชัยภูมิ รากเหง้าแห่งภูมิปัญญาผ้าไหมชัยภูมิ ประวัติการทอผ้าไหมของชาวชัยภูมิมีความเป็นมายาวนานกว่า 200 ปี 
Read more
ISAN  E-book เรื่อง มวยโบราณสกลนคร    ผู้สนใจสามารถชมในรูปแบบ e-book :  มวยโบราณสกลนคร      “สารานุกรมศิลปะการแสดงพื้นถิ่นสกลนคร: รำมวยโบราณสกลนคร”  เรียบเรียงโดย นายกฤษดากร บรรลือ  จัดพิมพ์โดยพิพิธภัณฑ์เมืองสกลนคร มหาวิทยาลัยราชภัฏสกลนคร  มีประเด็นสำคัญที่สามารถสรุปแบ่งตามหัวข้อได้ดังนี้: บริบททางประวัติศาสตร์และชาติพันธุ์ของสกลนคร ความเป็นมา: เมืองสกลนครเดิมมีชื่อว่า “เชียงชุม” มีความเก่าแก่ทางวัฒนธรรมมาตั้งแต่ยุคก่อนประวัติศาสตร์ และผ่านอิทธิพลวัฒนธรรมทวารวดี เขมร ล้านช้าง จนกระทั่งราชสำนักกรุงเทพฯ ยกฐานะขึ้นเป็น “เมืองสกลนคร” เมื่อปี พ.ศ. 2381 ความหลากหลายของชาติพันธุ์: สกลนครเป็นพื้นที่สะสมทางวัฒนธรรมที่ประกอบด้วย 6 กลุ่มชาติพันธุ์หลักที่มีภาษาและวัฒนธรรมเฉพาะตัว ได้แก่ ลาว, โส้, ภูไท, โย้ย, ญ้อ และกะเลิง นอกจากนี้ยังมีชาวจีน 
Read more
   ISAN  E-book เรื่อง ศิลปะถ้ำสกลนคร   ผู้สนใจสามารถชมในรูปแบบ e-book :  ศิลปะถ้ำสกลนคร “ศิลปะถ้ำสกลนคร” สามารถสรุปประเด็นสำคัญออกเป็น 4 ส่วนหลักได้ดังนี้: ความสำคัญและวัตถุประสงค์ของการศึกษาศิลปะถ้ำ มรดกทางวัฒนธรรมที่ขาดช่วง: ศิลปกรรมบนหิน (Rock Art) หรือศิลปะถ้ำ (Cave Art) ในประเทศไทย จัดเป็นศิลปะดั้งเดิม (Primitive Art) หรือศิลปะแบบเผ่าพันธุ์ (Tribal Art) ซึ่งในไทยนั้นประเพณีการสร้างได้ขาดช่วงไปแล้ว ไม่เหมือนบางประเทศที่ยังคงทำสืบต่อกันมา แนวทางการพัฒนาเชิงเศรษฐกิจและวิชาการ: กรมศิลปากรจัดทำหนังสือชุดนี้เพื่อเป็นคู่มือการท่องเที่ยวที่เน้นสาระทางวิชาการ โดยมีเป้าหมายระยะยาวในการวิจัย อนุรักษ์ และจัดการแหล่งโบราณคดีให้กลายเป็นสถานศึกษานอกหลักสูตร รวมถึงสร้างประโยชน์ทางเศรษฐกิจผ่านการท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์ บริบททางโบราณคดีและภูมิศาสตร์ของสกลนคร ที่ตั้งในแอ่งแผ่นดินใหญ่: สกลนครตั้งอยู่บน “แอ่งสกลนคร” ซึ่งเป็นพื้นที่ราบกว้างประมาณ 43,000 ตารางกิโลเมตร ทางตอนเหนือของภาคอีสาน มีหนองหานอยู่ทางตะวันออกเฉียงใต้ 
Read more
เจาะลึก ‘พุทธศิลป์เรืองแสง’ วัดสิรินธรวรารามภูพร้าว Unseen แสงและเงาหลังม่านฝนเมืองอุบลฯ ที่ต้องไปสัมผัส ในโลกที่การค้นหาประสบการณ์ใหม่ๆ กลายเป็นส่วนหนึ่งของการเดินทาง “วัดสิรินธรวรารามภูพร้าว” หรือที่ชาวบ้านเรียกขานกันติดปากว่า “วัดภูพร้าว” แห่งจังหวัดอุบลราชธานี ได้ปรากฏกายขึ้นเป็นดั่งอัญมณีล้ำค่าที่ผสานพุทธศิลป์ นวัตกรรม และความงดงามทางธรรมชาติเข้าไว้ด้วยกันอย่างลงตัว โดยเฉพาะอย่างยิ่ง “พุทธศิลป์เรืองแสง” ที่สร้างสรรค์ขึ้นมานั้น มิใช่เพียงแค่ความตระการตาในยามค่ำคืน แต่ยังสะท้อนถึงการศึกษา ค้นคว้า และความเข้าใจในเทคนิคเชิงศิลป์ที่ลึกซึ้ง มิติแห่ง ‘พุทธศิลป์เรืองแสง’: เมื่อศิลปะโบราณพบกับนวัตกรรมสมัยใหม่ หัวใจหลักที่ดึงดูดผู้คนให้หลั่งไหลมายังวัดแห่งนี้คือ “จิตรกรรมเรืองแสง” อันเป็นเอกลักษณ์โดดเด่นของพระอุโบสถ โดยเฉพาะภาพ “ต้นกัลปพฤกษ์” ที่สลักเสลาอยู่บริเวณผนังด้านหลัง สิ่งเหล่านี้มิได้เกิดขึ้นจากความบังเอิญ แต่เกิดจากความตั้งใจและองค์ความรู้ที่สั่งสมมาอย่างยาวนาน งานพุทธศิลป์เรืองแสงนี้ เป็นการประยุกต์ใช้นวัตกรรมสีชนิดพิเศษที่มีคุณสมบัติของสารฟอสฟอเรสเซนซ์ (Phosphorescence) หรือสารเรืองแสง ซึ่งสามารถดูดซับพลังงานแสงจากดวงอาทิตย์ในเวลากลางวัน แล้วปลดปล่อยพลังงานเหล่านั้นออกมาในรูปของแสงเรืองรองนวลตาเมื่อตกอยู่ในที่มืดสนิท   อาจารย์คณากร ปริญญาศิริ ศิลปินผู้อยู่เบื้องหลังผลงานอันประณีตนี้ ได้ผสานเทคนิคการวาดและการจำหลักแบบศิลปะไทยโบราณเข้ากับคุณสมบัติทางวิทยาศาสตร์ของสีเรืองแสงได้อย่างแยบยล ทำให้ลวดลายพุทธประวัติและธรรมชาติที่ประดับประดาอยู่กลับมีชีวิตชีวาขึ้นมาในยามค่ำคืน 
Read more
165302