โบราณคดีในพื้นที่ทุ่งกุลาร้องไห้

ISAN  E-book เรื่อง โบราณคดีในพื้นที่ทุ่งกุลาร้องไห้ 

ผู้สนใจสามารถชมในรูปแบบ e-book :  โบราณคดีในพื้นที่ทุ่งกุลาร้องไห้ 

 

หนังสือ “โบราณคดีในพื้นที่ทุ่งกุลาร้องไห้” 

จัดพิมพ์โดยสำนักศิลปากรที่ 11 อุบลราชธานี กรมศิลปากร (ปีที่พิมพ์ 2553) 

เป็นรายงานทางวิชาการที่ประมวลผลจากการสำรวจและการขุดค้นทางโบราณคดีในเขตทุ่งกุลาร้องไห้ ซึ่งครอบคลุมพื้นที่ 5 จังหวัด ได้แก่ ร้อยเอ็ด มหาสารคาม สุรินทร์ ศรีสะเกษ และยโสธร 

 

โดยมีประเด็นสำคัญที่สามารถสรุปได้ดังนี้:

  1. วัตถุประสงค์และภาพลักษณ์ใหม่ของทุ่งกุลาร้องไห้
  • การเปลี่ยนมุมมอง: เดิมทุ่งกุลาร้องไห้มักถูกจดจำในฐานะผืนดินที่แห้งแล้งและยากลำบากต่อการดำรงชีวิต แต่ในแง่มุมทางโบราณคดี พื้นที่แห่งนี้กลับเคยเป็นศูนย์กลางชุมชนที่มีความอุดมสมบูรณ์ มีผู้คนอยู่อาศัยมาอย่างหนาแน่นและยาวนานตั้งแต่สมัยก่อนประวัติศาสตร์
  • เป้าหมายการวิจัย: หนังสือเล่มนี้สรุปผลจากโครงการวิจัย “การศึกษาประเพณีการฝังศพในสมัยก่อนประวัติศาสตร์ตอนปลายของวัฒนธรรมทุ่งกุลาร้องไห้” (ช่วงปี พ.ศ. 2544–2546) และการขุดค้นเพิ่มเติมในปี 2551–2552 เพื่ออธิบายวิถีชีวิต ระบบความเชื่อ และรูปแบบวัฒนธรรมเฉพาะตัวของคนโบราณในพื้นที่
  1. สภาพแวดล้อมและกลุ่มคนในวัฒนธรรมทุ่งกุลา
  • ลักษณะทางกายภาพ: มีการศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างสภาพภูมิศาสตร์ ธรณีวิทยา ดิน แหล่งระบายน้ำ และสภาพอากาศ ซึ่งส่งผลโดยตรงต่อการตั้งถิ่นฐานและการสรรค์สร้างเทคโนโลยีของมนุษย์ เช่น การทำเกลือและการถลุงเหล็กในอดีต
  • ชนชาวกุลาและตำนานท้องถิ่น: เนื้อหาครอบคลุมการศึกษาที่มาของชื่อ “ทุ่งกุลาร้องไห้” ผ่านบริบททางประวัติศาสตร์ ตำนานพื้นบ้าน และการเข้ามาของชาวกุลา (กลุ่มชาติพันธุ์ที่เดินทางค้าขาย) รวมถึงกลุ่มคนต่าง ๆ ที่เข้ามามีบทบาทในพื้นที่
  1. พัฒนาการของชุมชนและการสำรวจทางโบราณคดี
  • การจำแนกแหล่งโบราณคดี: จากการสำรวจอย่างเป็นระบบ ได้มีการขึ้นทะเบียนและจำแนกแหล่งโบราณคดีจำนวนมากกระจายตัวอยู่ทั่วพื้นที่ทุ่งกุลาร้องไห้
  • ลำดับอายุสมัย: มีการจัดทำลำดับเวลาทางวัฒนธรรม (Chronology) ชี้ให้เห็นพัฒนาการของชุมชนโบราณตั้งแต่สมัยก่อนประวัติศาสตร์ตอนปลาย ยุคเหล็ก จนเข้าสู่สมัยประวัติศาสตร์ตอนต้น (เช่น วัฒนธรรมทวารวดีและเขมรโบราณ)
  1. ประเพณีและพิธีกรรมการฝังศพ (ประเด็นแกนหลัก)
  • การขุดค้นที่แหล่งสำคัญ: ใช้ข้อมูลจากการศึกษาภาคสนามที่ บ้านเมืองบัว และ บ้านโพนทอง (ตำบลเมืองบัว อำเภอเกษตรวิสัย จังหวัดร้อยเอ็ด) เป็นหลักฐานอ้างอิงหลัก
  • รูปแบบการฝังศพ: พบหลักฐานที่สะท้อนถึงทรรศนะเกี่ยวกับความตายและความเชื่อเรื่องโลกหน้าอย่างชัดเจน โดยเฉพาะ “ประเพณีการฝังศพครั้งที่สอง” ด้วยการนำกระดูกของผู้ตายที่ผ่านการทำความสะอาดหรือเผาแล้ว มาบรรจุลงในภาชนะดินเผาขนาดใหญ่ (ภาชนะฝังศพ) ก่อนนำไปฝังร่วมกับสิ่งของอุทิศ เช่น เครื่องมือเหล็กและเครื่องประดับ
  1. หลักฐานเครื่องปั้นดินเผาและโบราณวัตถุแบบทุ่งกุลา
  • ภาชนะดินเผาเอกลักษณ์เฉพาะ: มีการวิเคราะห์และจำแนกเศษภาชนะดินเผาอย่างละเอียด โดยเฉพาะเครื่องปั้นดินเผาเนื้อดินประเภท “แบบทุ่งกุลา” (เช่น ภาชนะดินเผาลายเชือกทาบ ลายขูดขีด หรือแบบผิวขัดมัน) ซึ่งใช้เป็นดัชนีบ่งชี้ขอบเขตทางวัฒนธรรมและการติดต่อแลกเปลี่ยนกับชุมชนภายนอก
  • โบราณวัตถุอื่น ๆ: มีการค้นพบและวิเคราะห์วัตถุประเภทต่าง ๆ ได้แก่
    • วัตถุประเภทดินเผา (กระสุนดินเผา แวดินเผาสำหรับปั่นด้าย)
    • วัตถุโลหะ (เครื่องมือเหล็ก อาวุธ และเครื่องประดับสำริด)
    • วัตถุที่ทำจากหิน แก้ว และกระดูกสัตว์/กระดูกมนุษย์ ซึ่งแสดงให้เห็นถึงความก้าวหน้าทางเทคโนโลยี โครงสร้างทางสังคม และระบบเศรษฐกิจที่มีการพึ่งพาอาศัยทรัพยากรในท้องถิ่น

   สรุปภาพรวม หนังสือเล่มนี้เป็นกุญแจสำคัญที่พิสูจน์ว่า ทุ่งกุลาร้องไห้ในอดีตคือแผ่นดินแห่งความเจริญรุ่งเรือง มีการตั้งถิ่นฐานเป็นชุมชนขนาดใหญ่ มีการจัดการเชิงพิธีกรรมที่ซับซ้อน และมีเอกลักษณ์ทางเทคโนโลยีเครื่องปั้นดินเผาและโลหกรรมเป็นของตนเองอย่างเด่นชัด

 

Post by  Orathai Khotthadar

โพสต์เมื่อ 23 กรกฎาคม 2569, เวลา 14.20 น.