มวยโบราณสกลนคร

ISAN  E-book เรื่อง มวยโบราณสกลนคร 

 

ผู้สนใจสามารถชมในรูปแบบ e-book :  มวยโบราณสกลนคร 

 

 

“สารานุกรมศิลปะการแสดงพื้นถิ่นสกลนคร: รำมวยโบราณสกลนคร” 

เรียบเรียงโดย นายกฤษดากร บรรลือ 

จัดพิมพ์โดยพิพิธภัณฑ์เมืองสกลนคร มหาวิทยาลัยราชภัฏสกลนคร

 มีประเด็นสำคัญที่สามารถสรุปแบ่งตามหัวข้อได้ดังนี้:

  1. บริบททางประวัติศาสตร์และชาติพันธุ์ของสกลนคร
  • ความเป็นมา: เมืองสกลนครเดิมมีชื่อว่า “เชียงชุม” มีความเก่าแก่ทางวัฒนธรรมมาตั้งแต่ยุคก่อนประวัติศาสตร์ และผ่านอิทธิพลวัฒนธรรมทวารวดี เขมร ล้านช้าง จนกระทั่งราชสำนักกรุงเทพฯ ยกฐานะขึ้นเป็น “เมืองสกลนคร” เมื่อปี พ.ศ. 2381
  • ความหลากหลายของชาติพันธุ์: สกลนครเป็นพื้นที่สะสมทางวัฒนธรรมที่ประกอบด้วย 6 กลุ่มชาติพันธุ์หลักที่มีภาษาและวัฒนธรรมเฉพาะตัว ได้แก่ ลาว, โส้, ภูไท, โย้ย, ญ้อ และกะเลิง นอกจากนี้ยังมีชาวจีน ญวณ และกลุ่มพ่อค้า “ไทใหญ่” ที่เข้ามาติดต่อค้าขาย ความหลากหลายนี้ส่งผลให้เกิดการสร้างสรรค์ศิลปวัฒนธรรมที่มีเอกลักษณ์
  1. ศิลปะการแสดงพื้นถิ่นสกลนคร

ศิลปะการแสดงพื้นถิ่นสะท้อนถึงวิถีชีวิต สังคม และระบบความเชื่อของชุมชน โดยในสกลนครแบ่งออกเป็น 2 ลักษณะหลัก:

  1. การแสดงแบบเดิม: ฟ้อนไปตามจังหวะดนตรี ไม่มีรูปแบบท่ารำที่ตายตัว เช่น การฟ้อนในงานบุญ
  2. การแสดงแบบประดิษฐ์สร้างใหม่หรือรับอิทธิพลจากชาติอื่น: มีการกำหนดท่ารำที่ชัดเจนและสวยงาม มีแบบแผน ตัวอย่างเช่น:
    • รำผ้าหาง (ฟ้อนผ้าหาง): การแสดงของคุ้มวัดแจ้ง นุ่งผ้าโจงกระเบนยาวทิ้งชายเกี้ยวพาราสีกัน
    • รำง้าว (ฟ้อนง้าว): รับอิทธิพลจาก “เจิงดาบ” ของชาวไทใหญ่ ปัจจุบันหาชมไม่ได้แล้ว
    • รำภูไท (ฟ้อนภูไท): ประดิษฐ์ขึ้นครั้งแรกปี พ.ศ. 2498 เพื่อแสดงถวายในคราวรัชกาลที่ 9 เสด็จเยี่ยมราษฎร ต่อมามีการพัฒนาเป็นชุดท่ารำ 7 ท่า
    • รำหางนกยูง (ฟ้อนหางนกยูง): รำบนหัวเรือยาวเพื่อบวงสรวงแม่ย่านางและโชว์พละกำลังของผู้ชาย
    • การเล่นลายกลองกิ่ง: ผู้ชายใช้ไหวพริบและลีลาความกระฉับกระเฉงตีกลองกิ่งคู่ มีท่าทางเลียนแบบธรรมชาติ 11 ท่า
  1. รำมวยโบราณสกลนคร (ประเด็นหลักของเล่ม)
  • ที่มาและความสำคัญ: เป็นศิลปะการต่อสู้พื้นถิ่นที่เน้นด้าน “การแสดงและนันทนาการ” มากกว่าการต่อสู้เพื่อเอาชนะกันอย่างจริงจัง โดยพัฒนามาจากลีลาการป้องกันตัว (มือ เท้า เข่า ศอก) และได้รับอิทธิพลจาก “ฟ้อนเจิง” หรือ “เจิงมือเปล่า” ของชาวไทใหญ่ที่เข้ามาค้าขายในอดีต (ช่วง พ.ศ. 2440–2480)
  • ผู้ริเริ่มแบบแผน: อาจารย์จำลอง นวลมณี เป็นผู้ผสมผสานมวยพื้นถิ่นต่าง ๆ เข้าด้วยกันและริเริ่มประดิษฐ์แม่ท่ารำมวยโบราณสกลนครขึ้นในช่วง พ.ศ. 2470–2500 โดยในระยะแรกเน้นโชว์พละกำลัง ไหวพริบปฏิภาณ ต่อมาจึงนำมาแสดงในขบวนแห่เทศกาลสำคัญและต้อนรับแขกบ้านแขกเมือง
  • การแต่งกาย: ผู้แสดงเป็นชาย ไม่จำกัดจำนวน (เริ่มตั้งแต่ 1 คนขึ้นไป) นุ่งผ้าแบบหยักรั้งม้วนหางกระเบนขึ้นไปจนเห็นลายสักที่ต้นขา (ปัจจุบันใช้ปากกาเคมีเขียนแทน) ไม่สวมเสื้อ ต้นแขนรัดด้วยผ้าประเจียด ศีรษะรัดด้วยมงคลหรือผ้ายันต์
  • รูปแบบวิธีการแสดง: แบ่งออกเป็น 3 ประเภทหลัก ได้แก่:
    1. การแสดงประเภท “รำเดี่ยว” (หรือการแสดงบนเวที): มีผู้แสดงคนเดียว โชว์พละกำลังและใช้เป็นท่าไหว้ครูก่อนการต่อสู้ มีแม่ท่าทั้งหมด 14 แม่ท่า (เช่น ท่าเสือออกเหล่า, ท่าย่างสามขุม, ท่ากุมภัณฑ์ถอยทัพ, ท่าลับหอกโมกขศักดิ์ เป็นต้น)
    2. การแสดงประเภท “รำหมู่”: ใช้แสดงในขบวนแห่ต่างๆ
    3. การแสดงประเภท “ต่อสู้” หรือ “ตีมวย” (ปราบมวย): เป็นการจับคู่ประลองเชิงมวย
  • เครื่องดนตรีประกอบ: ใช้เครื่องดนตรีจังหวะพื้นเมืองสร้างความเร้าใจ เช่น กลองตุ้ม, แคน, ผ่างฮาด, ฆ้องโหม่ง และฉาบ

รำมวยโบราณสกลนครจึงถือเป็นภูมิปัญญาท้องถิ่นอันทรงคุณค่าที่สะท้อนถึงการเปลี่ยนผ่านจากศาสตร์แห่งการต่อสู้เพื่อป้องกันตัว มาเป็นศาสตร์แห่งศิลปะการแสดงที่สร้างความบันเทิงและความสามัคคีให้แก่ผู้คนในท้องถิ่นจนถึงปัจจุบัน

 

Post by  Orathai Khotthadar

โพสต์เมื่อ …. มิถุนายน 2569, เวลา 10.20 น.