“ไม้กีของชาวไทยเชื้อสายจีน กับ เซียงข้องของคนไท–ลาว”

“ไม้กีของชาวไทยเชื้อสายจีน กับ เซียงข้องของคนไท–ลาว”

ผู้สนใจสามารถชมในรูปแบบ e-book : ไม้กีของชาวไทยเชื้อสายจีน กับ เซียงข้องของคนไท–ลาว

หนังสือเล่มนี้นำเสนอการเปรียบเทียบพิธีกรรมความเชื่อพื้นบ้าน 2 วัฒนธรรม ได้แก่ “ไม้กี/การจับฮู่กี”

ของชาวไทยเชื้อสายจีน และ “เซียงข้อง/เต้าเซียงข้อง” ของชาวไท–ลาวอีสาน โดยชี้ให้เห็นถึงความคล้ายคลึงกัน

ทั้งในด้านรูปแบบพิธีกรรม บทบาททางสังคม และหน้าที่ทางจิตวิญญาณ แม้จะอยู่ต่างกลุ่มชาติพันธุ์และมีพื้นฐานความเชื่อต่างกันก็ตาม

พิธี ไม้กี เป็นการประทับทรงของเทพเจ้าผ่านไม้มงคล ใช้ในการเสี่ยงทาย ตอบคำถาม เขียนอักษรจีน ชี้จุดศพไร้ญาติ และประกอบพิธีล้างป่าช้า

สะท้อนความเชื่อเรื่องอำนาจเหนือธรรมชาติและการทำกุศลของชาวจีน

ขณะที่ เซียงข้อง เป็นพิธีกรรมของชาวอีสาน ใช้หุ่นที่ทำจากข้องและไม้ไผ่เป็นสื่อให้ผีเข้าสิง เพื่อเสี่ยงทาย

ค้นหาสิ่งของ ทำนายเหตุการณ์ และขับไล่สิ่งชั่วร้าย เป็นที่พึ่งทางจิตใจของชุมชนเมื่อหมดหนทางแก้ไขด้วยวิธีปกติ

ผู้เขียนเสนอว่า ความคล้ายคลึงของพิธีกรรมทั้งสองอาจสะท้อน รากเหง้าทางวัฒนธรรมร่วมของผู้คนในภูมิภาคอุษาคเนย์

และแสดงให้เห็นการผสาน กลมกลืน และการอยู่ร่วมกันของวัฒนธรรมจีนกับอีสานในสังคมไทยอย่างลึกซึ้ง แม้กาลเวลาจะผ่านไป

แต่แก่นความเชื่อและพิธีกรรมยังคงทิ้งร่องรอยให้ศึกษาและตีความต่อไปในเชิงมานุษยวิทยาและวัฒนธรรมศึกษา

มีปประเด็นสำคัญดังนี้ค่ะ

  1. การเปรียบเทียบพิธีกรรมต่างวัฒนธรรม
    หนังสือมุ่งเปรียบเทียบพิธีกรรมความเชื่อ 2 รูปแบบ คือ ไม้กี/การจับฮู่กี ของชาวไทยเชื้อสายจีน และ เซียงข้อง/เต้าเซียงข้อง ของชาวไท–ลาวอีสาน เพื่อทำความเข้าใจความเหมือนและความต่างในเชิงโครงสร้าง ความหมาย และบทบาททางสังคม

  2. พิธีกรรมในฐานะที่พึ่งทางจิตใจของชุมชน
    ทั้งไม้กีและเซียงข้องทำหน้าที่เป็นเครื่องมือทางจิตวิญญาณ ใช้เสี่ยงทาย แก้ปัญหาที่มนุษย์ไม่สามารถอธิบายได้ด้วยเหตุผลปกติ เช่น การค้นหาสิ่งของที่หาย การทำนายเหตุการณ์ หรือการจัดการกับผีและสิ่งเหนือธรรมชาติ

  3. บทบาทของร่างทรงและวัตถุศักดิ์สิทธิ์
    หนังสือชี้ให้เห็นความสำคัญของ “สื่อกลาง” ระหว่างโลกมนุษย์กับโลกวิญญาณ ได้แก่ ไม้กี (ไม้มงคลของจีน) และหุ่นเซียงข้อง (ทำจากข้องและไม้ไผ่) ซึ่งเป็นแกนหลักของพิธีกรรมทั้งสอง

  4. ความคล้ายคลึงเชิงรูปแบบพิธีกรรม
    ทั้งสองพิธีมีลักษณะร่วมกัน เช่น การให้สิ่งศักดิ์สิทธิ์หรือวิญญาณ “ลง” ในวัตถุ การเคลื่อนไหวเพื่อนำทางหรือชี้คำตอบ และการประกอบพิธีอย่างเป็นระบบภายใต้กฎเกณฑ์ของชุมชน

  5. การอยู่ร่วมและผสานทางวัฒนธรรมของคนจีนกับอีสาน
    ผู้เขียนสะท้อนภาพสังคมพหุวัฒนธรรมในภาคอีสาน ที่ชาวจีนและชาวอีสานอยู่ร่วมกันมาอย่างยาวนาน จนเกิดการแลกเปลี่ยน เรียนรู้ และกลมกลืนทางความเชื่อและพิธีกรรม

  6. แนวคิดเรื่องรากเหง้าวัฒนธรรมร่วมในอุษาคเนย์
    ประเด็นสำคัญตอนท้ายคือข้อเสนอเชิงมานุษยวิทยา ว่าพิธีกรรมทั้งสองอาจมีรากฐานความเชื่อร่วมกันในระดับภูมิภาคอุษาคเนย์ แม้จะพัฒนาแยกกันตามบริบทชาติพันธุ์และสังคม

  7. คุณค่าทางการศึกษาและการอนุรักษ์ภูมิปัญญาท้องถิ่น
    หนังสือเน้นให้เห็นความสำคัญของการศึกษาพิธีกรรมพื้นบ้าน ไม่ใช่ในฐานะความงมงาย แต่เป็นองค์ความรู้ วัฒนธรรม และมรดกทางจิตวิญญาณของชุมชน

 

Post by  Orathai Khotthadar

โพสต์เมื่อ 4 กุมภาพันธ์ 2569, เวลา 15.19 น.